“ต่อตระกูล” แจงปิดซ่อมสุวรรณภูมิเพียง 1 รันเวย์

12/02/2007 19:38 Views: 5241
 
“ต่อตระกูล” แจงปิดซ่อมสุวรรณภูมิเพียง 1 รันเวย์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2550 17:46 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น




“ต่อตระกูล” แจงสนามบินสุวรรณภูมิเสียหายไม่มาก และรอยแตกที่พบเป็นเพียงรอยแยกบนพื้นผิวเท่านั้น แต่ก็เป็นส่วนที่ความสำคัญต่อความปลอดภัย โดยจะปิดซ่อมรันเวย์เพียง 1 รันเวย์เพื่อซ่อมแซม คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ ขณะที่แท็กซี่เวย์สามารถแยกปิดซ่อมเป็นส่วนๆ ได้
       
       นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการชำรุดของทางขับ (แท็กซี่เวย์) และทางวิ่ง (รันเวย์) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถลงวันนี้ (12 ก.พ.) ถึงผลการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญว่า ทำให้รู้สึกปลดเปลื้องความห่วงใยได้มาก ปัญหาทั้งหมดมีเหตุที่เสียหายใหญ่ๆ 2 สาเหตุ บริเวณที่เสียหายมีทั้งหมด 7 หมื่นตารางเมตร จากพื้นที่ของสนามบินทั้งหมด 3 ล้านตารางเมตร เป็นพื้นที่เสียหายบริเวณรันเวย์ประมาณพันกว่าตารางเมตร ที่เหลือเป็นความเสียหายบริเวณแท็กซี่เวย์
       
       บริเวณแท็กซี่เวย์ที่เสียหาย จากการเจาะสำรวจพบว่า มีปัญหาน้ำซึมเข้ามาส่วนที่เป็นหินคลุกทะลุขึ้นมาถึงส่วนที่เป็นยางมะตอย ทำให้เกิดความเสื่อมสลายของความแข็งแรง การแก้ไขจะต้องเจาะดึงเอาน้ำออกจากชั้นทราย และแก้ไขพื้นผิวยาง ส่วนที่แก้ไขไปแล้วก็มีความเสียหายอีกในไม่กี่วันต่อมา ซึ่งต้องสำรวจและออกแบบชั้นยางมะตอยให้เหมาะสมกับความแรงของล้อเครื่องบิน
       
       ส่วนบริเวณรันเวย์มีการหลุดล่อนของผิวพื้นชั้นบนสุด แตกและล่อน ปัญหานี้เกิดทางด้านใต้ของรันเวย์ที่เครื่องบินเลี้ยวมาตั้งลำ ทั้ง 2 รันเวย์มีแห่งละจุดบริเวณเดียวกัน พบการแตกตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. และปิดซ่อมวันที่ 25 ม.ค.ทำให้เที่ยวบินบางเที่ยวลงไม่ได้
       
       อย่างไรก็ตาม พบว่าโครงสร้างรันเวย์มีความแข็งแรงกว่าแท็กซี่เวย์มาก จุดที่เครื่องบินลงนั้นก็ไม่มีความเสียหาย เพราะเครื่องบินมีน้ำหนักน้อยลงกว่าตอนขึ้น ในขณะที่ปัญหาน้ำใต้ดินไม่ส่งผลกระทบกับผิวใต้รันเวย์ เนื่องจากระดับผิวรันเวย์ที่มีความสูงจากระดับน้ำใต้ดิน 1.70 เมตร สูงกว่าระดับความสูงจากระดับน้ำใต้ดินของแท็กซี่เวย์ที่ 70 เซนติเมตร ทำให้น้ำใต้ดินไม่สามารถขึ้นมาถึงผิวใต้รันเวย์ได้
       
       ส่วนรอยแตกอีกจุดหนึ่งเป็นการแตกในส่วนที่ใช้โพลิเมอร์เคลือบพื้นผิว ซึ่งสามารถซ่อมแซมได้ ส่วนรันเวย์นั้นมีความเสียหายไม่มาก แต่ก็เป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัย โดยสามารถปิดซ่อมรันเวย์ได้ 1 รันเวย์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ ส่วนปัญหาที่แท็กซี่เวย์สามารถปิดซ่อมเป็นส่วนๆ ได้
       
       นายต่อตระกูลกล่าวสรุปว่า ปัญหาในบริเวณรันเวย์ถือว่าเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ปัญหาที่น่าห่วงของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ที่ตัวอาคารผู้โดยสารมากกว่า ซึ่งมีความผิดพลาดด้านการออกแบบ
       
       “ปัญหาที่อาคารผู้โดยสารที่ต้องดำเนินการแก้ไขมีอีกมาก เช่น หากเกิดไฟไหม้ในอาคาร มีควัน คนหาทางออกไม่ได้ ซึ่งปํญหาเหล่านี้ ถือว่าหนักหนากว่าปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์มากนัก” นายต่อตระกูล กล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้ดำเนินรายการ"สภาท่าพระอาทิตย์" ทาง ASTV ได้ถามย้ำถึงความปลอดภัยในการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิต่อไป และมีใครรับประกันได้หรือไม่ ซึ่งนายต่อตระกูล กล่าวว่า จากการได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทำให้สบายใจได้ระดับหนึ่ง และมีการตรวจสอบรันเวย์ทุกครั้งที่เครื่องบินขึ้นจากรันเวย์ครบ 5 ลำ แต่จะให้รับประกันทั้งหมดคงไม่ได้
       
       ทั้งนี้ ก่อนที่นายต่อตระกูลจะแถลงนั้น พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ในฐานะประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงปัญหาในสนามบินสุวรรณภูมิว่า เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวคน ไม่ได้เกิดจากชื่อหรือจากอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะคนที่เข้ามาดูแลรับผิดชอบโครงการในช่วงหนึ่งที่ต้องการให้สนามบินสุวรรณภูมิในการสร้างผลงานเอาคะแนนเสียง แต่บังเอิญว่าคนคนนั้นเป็นคนพูดอย่างทำอย่างจึงเกิดปัญหาขึ้นมา
       
       นอกจากนั้น พล.อ.สพรั่งได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ไม่ควรจะทะเลาะกันเอง เพราะขณะนี้คนที่เป็นศัตรูยังลอยนวล
       
       ในตอนท้าย พล.อ.สพรั่ง กล่าวสรุปว่า คณะทำงานชุดนี้เกิดจากความรับผิดชอบและริเริ่มของบอร์ดชุดที่ตนเป็นประธาน และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ-อาจารย์จากสถาบันที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม ปัญหาทุกวันนี้ น่าจะเริ่มตั้งแต่การก่อสร้าง ถ้ารัฐบาลชุดก่อน ที่รับผิดชอบ ประกาศจะสร้างความภาคภูมิใจจากสนามบินแห่งนี้ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็จะไม่เกิดปัญหา มาจนกระทั่งวันนี้ เราให้มีส่วนร่วมก็ต่อเมื่อมีเรื่องที่น่ากังวลใจ ทำให้ต้องมาขุดคุ้ยกันใหม่ แต่ที่มาแถลงวันนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดี เราเข้ามาเป็นบอร์ดใหม่ๆ เราอึดอัดมาก ขอเอกสารเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ มาตอนนี้ บรรยากาศดีขึ้นมาก ถือว่าทุกคนเข้าเกียร์ด้วยความเร็วสูงสุด
       
       ก่อนหน้านี้ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงผลสรุปการตรวจสอบสาเหตุรอยแตกร้าวของรันเวย์และแท็กซี่เวย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ผลการตรวจสอบที่คณะกรรมการกลางตรวจสอบปัญหาการแตกร้าวของแท็กซี่เวย์และรันเวย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีนายต่อตระกูล ยมนาค กรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน จะเป็นการสรุปผลการตรวจสอบในขั้นต้น และขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องมีการนำข้อสรุปที่ได้มาวิเคราะห์ทางด้านเทคนิคเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อสรุปดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้ายภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะนำผลสรุปเข้ารายงานต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต่อไป รวมถึงผลที่ได้จากการตรวจสอบครั้งนี้จะนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการทางยุติธรรม
       
       “ต้องรอผลการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหายที่แท้จริงก่อนจึงจะสามารถสรุปได้ว่าจะต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อซ่อมแซมหรือไม่ ซึ่งหากผลการตรวจสอบสาเหตุของคณะกรรมการฯ ชี้ชัดว่าความเสียหายมีความรุนแรงถึงขั้นต้องปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมดเพื่อซ่อมแซม ก็พร้อมที่จะดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่ขณะนี้ผลสรุปสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย ก็ไม่ควรจะพูดว่าจะต้องปิดท่าอากาศยาน เพราะจะส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
       
       โดยการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวต้องทำด้วยความรอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และความเป็นจริง และที่ผ่านมาก็มีเพียงรายงานความเสียหายในบางจุดของท่าอากาศยานเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวแล้วยังไม่เคยออกมาพูดว่าจะต้องปิดท่าอากาศยานซ่อม และยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แอบแฝงใดๆ และไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ฝ่ายของประชาชนและจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร และผู้มาใช้บริการ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก” พล.ร.อ.ธีระกล่าว
       
       ส่วนการตรวจสอบพื้นที่ 30 จุดอันตรายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อเอกซเรย์จุดต่างๆ ที่เป็นปัญหาให้ครอบคลุม รวมถึงพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาด้วยเพื่อจะได้ซ่อมแซมให้เสร็จเรียบร้อยภายในครั้งเดียว ซึ่งเป็นการประหยัดเวลาและงบประมาณของชาติ และลดผลกระทบด้านความเชื่อมั่น
       
       สำหรับแผนการย้ายเที่ยวบินบางส่วนกลับไปยังท่าอากาศยานกรุงเทพ พล.ร.อ.ธีระ กล่าวว่า เป็นสิ่งจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะขณะนี้ปริมาณผู้โดยสารต่อปีของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิใกล้เต็มขีดความสามารถที่ 45 ล้านคนแล้ว โดยขณะนี้ปริมาณผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ที่ 42 ล้านคนต่อปี ซึ่งหากไม่มีการย้ายสายการบินบางส่วนเข้าไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพเพื่อลดความแออัดก็จะมีปัญหาในอนาคต เพราะ ทอท.เองก็มีปัญหาด้านการลงทุนขยายท่าอากาศยาน โดยกระทรวงคมนาคมจะเชิญสายการบินมาหารืออีกครั้งหลังได้ผลสรุปของคณะกรรมการกลางตรวจสอบฯ แล้ว เพื่อที่จะหาข้อสรุปว่าจะมีสายการบินใดบ้างที่สมัครใจกลับไปใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ และจะมีการพิจารณาคัดเลือกสายการบินตามความเหมาะสมอีกครั้ง




Read more...


Read more...