| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| | |
 |
นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ของการบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่ผู้บริหารกล้าตัดสินใจ และริเริ่มดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ โดยไม่สนใจว่า นักการเมือ งเจ้ากระทรวงที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น จะมีความคิดเห็นอย่างไร แต่ไหนแต่ไรมา แผนการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ มักจะถูกกำหนดโดยความต้องการ และผลประโยชน์ของนักการเมือง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เพียงรับใบสั่งที่ถูกส่งผ่านมาทางคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ การตัดสินใจของนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทการบินไทย และคณะกรรมการบริหาร ในการร่วมลงทุนตั้ง สายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ ไทยไทเกอร์ แอร์เวยส์ ร่วมกับสายการบิน ไทเกอร์ แอร์เวย์ ซึ่งเป็นโลวคอสต์แอร์ไลน์ ของสิงคโปร์ โดยเพียงแต่แจ้งให้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบเท่านั้น แต่ไม่รอให้เห็นชอบเสียก่อน จึงอาจถือได้ว่า เป็นการแหวกกรอบปฏิบัติเดิมๆ ของรัฐวิสาหกิจไทย นักการเมืองอย่างเช่น นายโสภณเอง ก็คงไม่ชินกับ การที่รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล จะกล้าตัดสินใจเองอย่างเป็นอิสระ ดังนั้น จึงต้องเล่นบทรักษาหน้าตัวเอง ด้วยการสั่งให้ การบินไทยชี้แจงรายละเอียดของการดำเนินการครั้งนี้มาให้ตนโดยด่วน เรื่อง การร่วมทุนตั้งสายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ ของการบินไทยในครั้งนี้ มีตำหนิอยู่อย่างเดียวคือ การดำเนินการรีบเร่ง รวบรัดมากเกินไป นายปิยะสวัสดิ์ ขอคุยนอกรอบกับบอร์ดการบินไทยบางส่วน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เพื่อหารือในเรื่องนี้ อีก 2 วันต่อมาก็เซ็นเอ็มโอยูกับ ไทยเกอร์แอร์เวยส์เลย จึงอาจะทำให้เกิดข้อครหาว่า มีลับลมคมใน อะไรกันหรือเปล่า จึงต้องลงมือในลักษณะรวบหัว รวบหางแบบนี้ นอกเหนือไปจากเรื่องนี้แล้ว การลงทุนในครั้งนี้ ถือว่า เป็น การตัดสินใจที่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ ตามที่การบินไทยได้แถลงให้ทราบทั่วกันแล้ว คือ เพื่อขยายตลาดเข้าไปในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง และเป็นตลาดที่การบินไทยไม่มีความชำนาญ จึงต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับ ไทเกอร์ แอร์เวยส์ สายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสิงคโปร์แอร์ไลน์ กับไรอัน แอร์ เจ้าตำรับโลวคอสต์แอร์ไลน์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุโรป การบินไทย เคยพยายามที่จะ แข่งขันในตลาดโลว์คอสต์ ด้วยการถือหุ้นใหญ่ 39% ในสายการบิน นกแอร์ แต่ความตั้งใจที่จะใช้ นกแอร์ เป็น ไฟต์ติ้ง แบรนด์ในตลาดในประเทศ และประเทศใกล้เคียงไม่ประสบความสำเร็จ 6 ปีที่มีนกแอร์ ส่วนแบ่งของการบินไทยและนกแอร์ ในตลาดในประเทศลดลงจาก 70-80 % เหลือเพียง 50% เพราะสู้สายการบินต้นทุนต่ำไม่ได้ โดยเฉพาะไทยแอร์ เอเชีย ซึ่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ นกแอร์ จัดเป็นสายการบินครึ่งๆกลางๆ ไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ตรงไหน เพราะตั้งราคาตั๋วสูงกว่าสายการบินโลว์คอสต์อื่นๆ แต่บริการไม่แตกต่างกัน หนำซ้ำยังจะด้อยกว่าด้วยซ้ำ จึงไม่สามารถแข่งขันกับไทยแอร์เอเชียได้ ในแง่การเพิ่มส่วนแย่งตลาด ทำได้อย่างเดียวคือ ลดรายจ่าย ด้วยการลด -เลิกเที่ยวบิน เลิกจ้าง- ลดเงินเดือนพนักงาน เพื่อลดผลการขาดทุนลงเท่านั้น การบินไทยแม้จะเป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดคือ 39 % แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีสิทธิ มีเสียงแต่อย่างใด มีหน้าที่อุ้มนกแอร์ ให้บินต่อไปให้ได้เท่านั้น เพราะโครงสร้างการถือหุ้น ในนกแอร์ ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ จะเลิกก็ยาก จะเป็นเตี้ยอุ้มค่อมต่อไป ก็ยิ่งเข้าเนื้อไปทุกทีๆ สูญเสียลูกค้าในประเทศ และในภูมิภาคให้ไทยแอร์เอเชียไปเรื่อยๆ การจับมือกับ ไทเกอร์ส แอร์เวย์ ซึ่งมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับไทยแอร์แอเชีย ตั้งสายการบินโลวคอสต์แห่งชาติ เสือสยาม แอร์เวยส์ จึงเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลทางธุรกิจของการบินไทยที่เข้าใจได้ นายปิยสวัสดิ์ ต้องรับทั้งชอบ และผิด ต่อผลสำเร็จ หรือล้มเหลวของการตัดสินใจครั้งนี้อยู่แล้ว ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งต้องถูก ประเมินผลงานทุกปี
| | |