อิเหนาค้นหา‘อดัมแอร์’6วันคว้าน้ำเหลว

09/01/2007 21:44 Views: 5137
 
อิเหนาค้นหา‘อดัมแอร์’6วันคว้าน้ำเหลว

อิเหนาค้นหา‘อดัมแอร์’6วันคว้าน้ำเหลว

เผย “อดัม แอร์” เครื่องบินอิเหนา เปลี่ยนเส้นทาง 2 รอบ ก่อนหายจากเรดาร์

เอ็ดดี ซูยันโต หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกู้ภัยและค้นหาของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 มกราคมว่า เครื่องบินของสายการบินท้องถิ่น อดัม แอร์ ซึ่งสูญหายไปพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 102 ราย หลังเดินทางจากเกาะชวาไปยังเมืองมานาโด บนเกาะสุลาเวสี ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกต้องเปลี่ยนเส้นทางบินไปทางตะวันตก หลังจากบินไปได้ครึ่งทาง เนื่องจากได้รับการเตือนเกี่ยวกับสภาพอากาศเลวร้ายใกล้ๆ เมืองมากัสซาร์


อย่างไรก็ดี เมื่อเครื่องบินเคลื่อนตัว เข้าสู่บริเวณที่มีความเร็วลมสูงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหนือเมืองมากัสซาร์ นักบินจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินอีกครั้งไปทางตะวันออก ซึ่งมุ่งสู่พื้นที่บนเกาะ ทว่าจากนั้นเครื่องบินก็ขาดการติดต่อ ขณะเดียวกันยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงไม่มีการ ส่งสัญญาณจากกล่องดำของเครื่องบินเลย นับแต่เครื่องบินสูญหายไปเมื่อ 6 วันก่อน


พร้อมกันนี้มีรายงานว่า แพทริก สมิธ หนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการขนส่งแห่งชาติสหรัฐได้เดินทางไปยังเกาะสุลาเวสี เพื่อร่วมช่วยในการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย


“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบิน เชื่อได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและเลวร้าย” สมิธ กล่าว พร้อมระบุ ด้วยว่า เป็นไปได้ว่าโครงสร้างของเครื่องบินจะเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากการอ่อนตัวของเหล็ก หรือการระเบิดกลางอากาศ


อีกทั้งกล่าวด้วยว่า ในอุบัติเหตุเครื่องบินหลายครั้งพบว่าไม่มีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากนักบิน เนื่องจากนักบินวุ่นวายอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าเกินกว่าจะโทรศัพท์ขอความ ช่วยเหลือ


สมิธ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มีโอกาส ที่กล่องดำไม่อาจส่งสัญญาณให้ค้นหาได้ เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ไม่อาจใช้การได้ หรือมิเช่นนั้น หากเครื่องบินตกกลางทะเล ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะจมลงไปใต้น้ำ ทำให้ไม่อาจรับสัญญาณจากกล่องดำได้


ขณะเดียวกัน ทางการอินโดนีเซีย ยังคงค้นหาเครื่องบินดังกล่าวต่อไป โดยกองกำลังทั้งทหาร ตำรวจ และพลเมืองเกือบ 3,000 คนได้ระดมกันค้นหาตามแนวลาดชันของป่าบนเกาะสุลาเวสี ขณะที่เรือซึ่งได้รับการติดตั้งอุปกรณ์โซนาร์ และกองบินออกค้นหาในทะเล โดยบริเวณ ที่ค้นหานั้นกว้างเกือบเท่าขนาดของเกาะไอร์แลนด์

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ (7 ม.ค. 50)





Read more...


Read more...