รถหัวกระสุนเวียดนามบานทะโร่ $56,000 ล้าน

16/02/2009 14:20 Views: 4184
 
รถหัวกระสุนเวียดนามบานทะโร่ $56,000 ล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2552 08:58 น.
ภาพจากญี่ปุ่นบนเว็บ blog.jpopdb.org เริ่มเป็นที่คุ้นๆ ชาวเวียดนามที่ตั้งตารอคอย อีก 11 ปีเท่านั้นสำหรับรถไฟหัวกระสุน 2 ช่วงแรก โฮจิมินห์-ญาจาง (Nha Trang) ทางใต้ กับ ฮานอย-เหงะอาน (Nghe An) ทางเหนือ รวมระยะทางกว่า 800 กม. และ ต้องรอ 23-25 ปีก่อนจะเปิดเดินได้ตลอดสาย 1,550 กม. ปี เพื่อบริการผู้โดยสารกว่า 1 แสนคนต่อวัน และ ปีนั้นประชากรเวียดนามอาจจะมี 150 ล้านคน
       
รถหัวกระสุนญี่ปุ่นเร็วสะใจ (ดูแก้กลุ้ม)
 
ASTVผู้จัดการรายวัน --- งบประมาณก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าหัวกระสุนเวียดนาม ซึ่งประมาณเอาไว้ 33,000 ล้านดอลลาร์ (1.88 ล้านบาท) แต่แรก ได้กลายเป็น 55,800 ล้านดอลลาร์ (2 ล้านล้านบาทเศษ) ในขณะนี้ หลังจากบริษัทที่ปรึกษาได้ประมาณการมูลค่าก่อสร้างทั้งระบบใหม่ ขณะที่เส้นทางสั้นลงกว่าเดิมอีกเกือบ 100 กิโลเมตร
       
       เจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัท Vietnam-Japan Consulting Joint Venture ซึ่งตั้งขึ้นโดยเงินทุนช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประชุมร่วมกับบริษัทรถไฟเวียดนามในกรุงฮานอย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรายงานการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง เชื่อมระหว่างกรุงฮานอยในภาคเหนือ กับนครโฮจิมินห์ ในภาคใต้
       
       บริษัทปรึกษาได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระบบชินกันเซ็น (Shinkansen) ของญี่ปุ่น ระบบ TGV (train à grande vitesse) ของฝรั่งเศส กับระบบ ICE (intercity express train) ของเยอรมนี และได้เสนอแนะให้รัฐบาลเวียดนามเลือกใช้ระบบของญี่ปุ่น ที่มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุด เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์เวียดนาม ซึ่งเป็นดินแดนแนวเหนือใต้มากที่สุด
       
       เวียดนามจะต้องใช้งบประมาณถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับระบบรถไฟหัวกระสุน (ซึ่งมากกว่ามูลค่าก่อสร้างทั้งโครงการตามประมาณการเดิม) ตลอดเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ สำหรับระยะทาง 1,550 กิโลเมตร ประกอบด้วย 27 สถานี และแล่นด้วยเร็วเฉลี่ย 350 กม.ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ เป็นรายงานของสำนักข่าวเวียดนาม (VNA)
       
       จะเห็นได้ว่า ระยะทางของรถไฟหัวกระสุนสั้นลงเกือบ 100 กม.จากระยะทางประมาณการเบื้องแรง 1,630 กม.ตามแนวทางรถไฟในปัจจุบันที่ใช้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ภาพจาก prime.news.info ชินกันเซ็นอีกรุ่นหนึ่งที่แล่นให้บริการในสายตะวันตกของญี่ปุ่น ยังไม่ทราบว่าหน้าตาของชินกันเซนเวียดนามจะออกมาแบบใด แต่บริษัทที่ปรึกษาแนะนำให้ใช้รุ่นล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด
       ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหวียนเติ๋นยวุ๋ง (Nguyen Tan Dung) จะเคยมีคำสั่งให้บริษัทรถไฟฯ ก่อสร้างแบบเฟสเดียวจบ ไม่ต้องแบ่งเป็นระยะๆ แต่บริษัทที่ปรึกษาได้เสนอว่า ควรจะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นกับช่วงปลายพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดใช้บริการให้ได้ในอีก 10-11 ปี จากนั้นจึงก่อสร้างช่วงกลางที่เป็นช่วงยาวที่สุดไปชนกัน ซึ่งจะใช้เวลาอีกกว่า 10 ปี
       
       บริษัทที่ปรึกษา กล่าวว่า ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด เฟสแรกระหว่างฮานอย กับเมืองวีงห์ (Vinh) จ.เหงะอาน (Nghe An) จะเปิดใช้ได้ในปี 2563 ระยะทาง 291 กม.เนื่องจากต้องแล่นผ่านเขตเขาซับซ้อนจะใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง กับ 24 นาที พร้อมๆ กับช่วง ไซ่ง่อน-ญาจาง (Nha Trang) ใน จ.แค๊งฮว่า (Khanh Hoa) ระยะทางตามพื้นราบกว่า 439 กม.แต่ใช้เวลาวิ่งเพียง 90 นาทีเท่านั้น
       
       ไกลออกไปในปี 2573 รถไฟหัวกระสุนฮานอย-โฮจิมินห์ จะเปิดทะลุถึงกันได้ตลอดทั้งสายโดยใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมงกับ 30 นาที
       
       อีก 3 บริษัท และหน่วยงานที่รัฐบาลญี่ปุ่นแต่งตั้งให้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในการสำรวจศึกษาระบบรถไฟความเร็วสูงในเวียดนามได้แก่ บริษัท Japan Transportation Consultant Inc บริษัท Japan Railway Technical Service และ บริษัท Nippon Koei

ภาพจาก commons.wikimedia.org รถไฟความเร็วสูงหรือ TGV (train à grande vitesse) ทำความเร็วได้กว่า 500 กม./ชม. เร็วที่สุดในโลก ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวแพงสุดๆ ไม่เหมาะแน่ๆ สำหรับเวียดนาม การบำรุงรักษาก็แพงกว่าชินกันเซ็น บริษัทที่ปรึกษาไม่แนะนำ
       นายหว่างจุงหาย (Hoang Trung Hai) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงขนส่ง ได้เข้าร่วมการประชุมกับบริษัทรถไฟเวียดนาม เพื่อสรุปรายงานครั้งสุดท้ายก่อนนำเสนอรัฐบาลและขออนุมัติโครงการต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่า จะเสร็จสิ้นกระบวนการทางนิติบัญญัติภายในสมัยประชุมปลายปีนี้
       
       การสำรวจศึกษาได้ครอบคลุมถึงเส้นทาง ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนที่ดินที่จะต้องใช้ เงินลงทุนทั้งหมด กำหนดการก่อสร้าง การเปิดให้บริการ รวมทั้งภาพรวมเกี่ยวกับการระดมเงินทุนสำหรับโครงการ
       
       โครงการรถไฟความเร็วสูงสร้างขึ้นมา เพื่อรองรับการคมนาคมขนส่งของประเทศที่มีประชากรราว 86.7 ล้านคน ในปัจจุบัน และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 ล้านคน ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่า จะเปิดให้บริการสองช่วงแรกได้
       
       บริษัทที่ปรึกษา กล่าวว่า เวียดนามกำลังต้องการระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูงระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ ระบบรางที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่อาจรองรับได้ เนื่องจากไม่สามารถพัฒนาความเร็วขึ้นได้ การเดินทางระหว่างสองนครใหญ่ในปัจจุบันต้องใช้เวลา 28-30 ชั่วโมง
       
       ภายในปี 2563 เชื่อว่า ผู้สัญจรไปมาระหว่างกรุงฮานอย กับนครโฮจิมินห์ จะมีจำนวนถึง 48,000 คนต่อวัน จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็น 85,000 คนต่อวัน ภายในปี 2568
       
       บริษัทที่ปรึกษา เห็นว่า ระบบชินกันเซน ที่ใช้แพร่หลายในญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นระบบที่เหมาะที่สุด ทั้งด้านความเร็ว ความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้และให้บริการ ขีดความสามารถกับประสิทธิภาพในการลำเลียงและขนส่งผู้โดยสาร เมื่อเทียบกับอีกสองระบบซึ่งก้าวหน้าที่สุดในยุโรปปัจจุบัน

ภาพจาก community.livejournal.com "รถไฟระหว่างเมือง" (intercity express) หรือ ICE ในเยอรมนี ดีไม่มีที่ติ แต่อะไรก็ตามที่ตีตราจากประเทศนี้หมายความว่า "ดีและแพง" ชินกันเซนของญี่ปุ่นราคาไม่ได้ด้อยไปกว่าระบบอื่นใด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับเวียดนาม ตามสูตร "จากญี่ปุ่นโดยญี่ปุ่น" และด้วยเงินช่วยเหลือจากญี่ปุ่น
       

บรรยายใต้ภาพบอกว่า ICE ขบวนนี้ไม่ได้แล่น "ระหว่างเมือง" เท่านั้น แต่ให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผ่านเยอรมนีไปจนถึงเมืองมิลานประเทศอิตาลี สามประเทศเลยทีเดียว
       นอกจากนั้น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของเวียดนาม จะดำเนินไปภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งระบบของญี่ปุ่นจะใช้จ่ายต่ำที่สุด โดยแบ่งเป็นการลงทุน 4 ขั้นตอน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด และใช้พื้นที่ตลอดเส้นทางน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองระบบ
       
       ตามรายงานดังกล่าว รถไฟชินกันเซน เวียดนามจะมีการเวนคืนที่ดินตลอดเส้นทาง 4,170 เฮกตาร์ หรือ 26,000 ไร่เศษ รวมมูลค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 55,700 ล้านดอลลาร์ และกำหนดแล้วเสร็จตลอดเส้นทางในปี 2578
       
       สื่อของทางการรายงานก่อนหน้านี้ ว่า ในเดือน พ.ย.2551 รัฐบาลได้อนุมัติเงินงบประมาณก้อนแรก 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเริ่มงานเคลียร์หน้าดินตลอดเส้นทาง ซึ่งถือเป็นการเริ่มการก่อสร้าง โดยไม่ต้องรอผลการศึกษาให้แล้วเสร็จ
       
       ตามแผนการเงินดั้งเดิมนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจะสนับสนุนเงินทุนทั้งในรูปเงินร่วมลงทุนกับเงินกู้ส่วนหนึ่ง ส่วนเวียดนามจะระดมทุนอีก 23,100 ล้านดอลลาร์สมทบ ในนั้น 9,900 ล้านดอลลาร์จะเป็นเงินทุนของบริษัทรถไฟเวียดนาม เป็นค่าเวนคืนที่ดิน ค่าชดเชย ตลอดจนจัดสร้างถาวรวัตถุ
       
       วิศวกรชุดแรกจำนวน 10 นาย มีกำหนดจะเดินทางไปฝึกอบรมที่องค์การรถไฟญี่ปุ่นระหว่าง เดือน มี.ค.-พ.ย.ปีนี้ ด้วยความร่วมมือตามความตกลงที่รัฐบาลสองประเทศร่วมกันลงนามในปี 2549 สื่อของทางการ กล่าว
       
       บริษัทที่ปรึกษาเห็นว่า ระบบชินกันเซน ที่ใช้แพร่หลายในญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นระบบที่เหมาะที่สุด ทั้งด้านความเร็ว ความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้และให้บริการ ขีดความสามารถกับประสิทธิภาพในการลำเลียงและขนส่งผู้โดยสาร เมื่อเทียบกับอีกสองระบบซึ่งก้าวหน้าที่สุดในยุโรปปัจจุบัน
       
       นอกจากนั้น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของเวียดนาม จะดำเนินไปภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งระบบของญี่ปุ่นจะใช้จ่ายต่ำที่สุด โดยแบ่งเป็นการลงทุน 4 ขั้นตอน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด และใช้พื้นที่ตลอดเส้นทางน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองระบบ

ภายในตู้โดยสารของ TGV (ซ้าย) กับ ICE หรูระดับโบอิ้ง 747 สมน้ำสมเนื้อกับราคาค่าโดยสาร ชินกันเซ็นของเวียดนามก็ไม่น่าจะต่างกันมากมาย
       ตามรายงานดังกล่าว รถไฟชินกันเซน เวียดนาม จะมีการเวนคืนที่ดินตลอดเส้นทาง 4,170 เฮกตาร์ หรือ 26,000 ไร่เศษ รวมมูลค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 55,700 ล้านดอลลาร์ และ กำหนดแล้วเสร็จตลอดเส้นทางในปี 2578
       
       สื่อของทางการรายงานก่อนหน้านี้ ว่า ในเดือน พ.ย.2551 รัฐบาลได้อนุมัติเงินงบประมาณก้อนแรก 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเริ่มงานเคลียร์หน้าดินตลอดเส้นทาง ซึ่งถือเป็นการเริ่มการก่อสร้าง โดยไม่ต้องรอผลการศึกษาให้แล้วเสร็จ
       
       ตามแผนการเงินดั้งเดิมนั้ นรัฐบาลญี่ปุ่นจะสนับสนุนเงินทุนทั้งในรูปเงินร่วมลงทุนกับเงินกู้ส่วนหนึ่ง ส่วนเวียดนามจะระดมทุนอีก 23,100 ล้านดอลลาร์สมทบ ในนั้น 9,900 ล้านดอลลาร์จะเป็นเงินทุนของบริษัทรถไฟเวียดนาม เป็นค่าเวนคืนที่ดิน ค่าชดเชย ตลอดจนจัดสร้างถาวรวัตถุ
       
       วิศวกรชุดแรกจำนวน 10 นาย มีกำหนดจะเดินทางไปฝึกอบรมที่องค์การรถไฟญี่ปุ่นระหว่าง เดือน มี.ค.-พ.ย.ปีนี้ ด้วยความร่วมมือตามความตกลงที่รัฐบาลสองประเทศร่วมกันลงนามในปี 2549 สื่อของทางการกล่าว




Read more...


Read more...