เกร็ดความรู้เรื่อง (Jet Lag)

06/01/2009 13:22 Views: 4196
 
   การขึ้นเครื่องบินเดินทางไกลไปต่างประเทศมักเกิดอาการแบบหนึ่งกับนักเดินทางเมื่อไปถึงจุดหมายแล้ว อาการที่ว่านั้นเรียกกันว่า เจ็ตแล็ก (Jet Lag) เป็นความรู้สึกเหนื่อยไม่รู้หาย วิงเวียน หลงลืมไปชั่วขณะ หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียโดยไม่มีสาเหตุ กลางคืนนอนไม่หลับแต่กลางวันกลับง่วงนอน นอกจากนั้นยังทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำ เป็นหวัดเป็นไข้ได้ง่ายเมื่อเจออากาศเปลี่ยน การรักษาอาการเจ็ดแล็กไม่มีอะไรดีไปกว่าการพักผ่อน ต้องนอนพักเป็นวัน ๆ จึงจะหายจากอาการนี้ นักวิทยาศาสตร์เขาว่าการข้ามเส้นแบ่งเวลา 1 ชั่วโมงต้องใช้เวลาพักให้หายเจ็ตแล็ก 1 วัน ถ้าเดินทางไปยุโรป ข้ามเส้นแบ่งเวลา 6 เส้นก็ต้องใช้เวลา 6 วัน จึงจะหาย

        ในกรณีของนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวที่ไม่มีเวลามากนัก การจะนอนพักเฉย ๆ เสียตั้งหลายวันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องหาวิธีป้องกันหรือบรรเทาอาการเจ็ตแล็กไม่ให้เกิดขึ้น หรือให้เกิดน้อยที่สุด มียาหลายชนิดโฆษณาว่ากินแล้วจะช่วยให้ไม่เกิดอาการเจ็ตแล็ก แต่ไม่ได้ผลกับคนทุกคน และอาจยังเกิดผลข้างเคียงได้ด้วย

        การเตรียมตัวสู้เจ็ตแล็กด้วยวิธีธรรมชาติ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยสิ่งที่จะต้องทำคือ 
        1. จัดการธุระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยจะได้ไม่มีความวิตกกังวลติดค้างในสมอง
        2.นอนให้เพียงพอ ไม่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ในช่วงวันก่อนเดินทาง
 ถ้าทำได้ให้ปรับช่วงเวลานอน และตื่นให้ใกล้เคียงกับเวลาที่จุดหมายปลายทางสัก 2-3 วันก่อนออกเดินทาง

         เชื่อกันว่าการเดินทางไปทางตะวันตกจะทำให้เกิดเจ็ตแล็กน้อยกว่าการเดินทางไปทางตะวันออก ดังนั้นในการเดินทางไปทางอเมริกาภาคตะวันออกจึงมีคนใช้วิธีเดินทางไปทางยุโรป แทนที่จะไปทางแปซิฟิก  ว่ากันว่าเที่ยวบินกลางวันจะทำให้รู้สึกอาการเจ็ตแล็กน้อยกว่าเที่ยวบินกลางคืน 
         และในระหว่างเดินทาง สิ่งที่ควรทำคือ 
         1.  ดื่มน้ำมาก ๆ เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มอัดลม 
         2. นอนบนเครื่องบินให้หลับ 
         3. ออกกำลังกายบ้างโดยการลุกขึ้นยืนหรือเดิน หรืออาจจะบริหารร่างกายอยู่กับที่นั่ง 
         4. อย่ารับประทานอาหารมากเกินไป 
         5. ถ้าเป็นเที่ยวบินไกล ๆ ที่มีช่วงจอดแวะกลางทาง ควรล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น 
ง่าย ๆ เพียงเท่านี้ก็อาจช่วยให้อาการเจ็ตแล็กบรรเทาไปได้ในระดับหนึ่ง




Read more...


Read more...